
ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกา
นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีความใฝ่ฝันที่จะไปเรียนต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพดีและค่อนข้างใกล้เคียงกับประเทศไทย นอกจากนี้การผสมผสมกันอย่างลงตัวของวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติ พร้อมทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ มากไปกว่านั้นนักเรียนไทยมักคุ้นชินกับภาษาอังกฤษในรูปแบบ American Accent เนื่องจากโรงเรียนในประเทศไทยมักสอนภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันและได้รับอิทธิพลเป็นอย่างสูง ส่งผลให้นักเรียนไทยมีความต้องการไปเรียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
.

ระดับประถมศึกษา (อายุ 5-10 ปี)
- ระยะเวลา 6 ปี (ปีที่ 1-6)
- เด็กจะเข้า “kindergarten” เมื่ออายุห้าขวบ และสำเร็จการศึกษาขั้นประถมเมื่อจบเกรดห้าหรือหก
- แต่ละชั้นปีเรียกว่า “grade”
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 11-13 ปี)
- ระยะเวลา 2-3 ปี (ปีที่ 7-8,9) ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษาของโรงเรียน
- รู้จักกันดีในชื่อ “Middle School”
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 14-17 ปี)
- ระยะเวลา 4 ปี (ปีที่ 9 –12)
- นักเรียนในแต่ละชั้นปีจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันดังนี้ นักเรียนปีหนึ่งเรียกว่า “freshman” ปีสอง “sophomore” ปีสาม “junior” และปีสี่ “senior”
- นักเรียนอเมริกันต้องเตรียมตัว และสอบ SAT (Scholastic Aptitude Test) เพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่
- หลังจบการศึกษาชั้นปีที่ 12 นักเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (High School Diploma) เพื่อใช้สมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัย โดยสามารถเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรี ระยะเวลา 4 ปี หรือ ระดับอนุปริญญาตรี ระยะเวลา 2 ปี

ระดับอนุปริญญาตรี (อายุ 18 ปีขึ้นไป)
- ระยะเวลา 2 ปี
- ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 เทอม คือ “semester”
- ศึกษาที่วิทยาลัยชุมชนหรือวิทยาลัยเอกชนในท้องถิ่น (Community College)
- ประเภทของอนุปริญญาตรี (Associate Degree) ได้แก่ ด้านศิลปศาสตร์ (Associate of Arts: AA) หรือ ด้านวิทยาศาสตร์ (Associate of Science: AS)
- หลังจากจบการศึกษาในระดับนี้แล้ว สามารถโอนย้ายไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย อีก 2-3 ปีก็จะสำเร็จกาณศึกษาระดับปริญญาตรี
- ประหยัดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเรียนได้มากกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ปี
ระดับปริญญาตรี (อายุ 18 ปีขึ้นไป)

- ใช้ระยะเวลาศึกษา 2-4 ปีในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยจะใช้คะแนนสอบ SAT เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
- แต่ละปีการศึกษาแบ่งออกเป็น semester, trimester และ quarter แล้วแต่ระบบของแต่ละมหาวิยาลัย
- การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกจะเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานหลัก ได้แก่คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์กายภาพและสังคมศาสตร์ ระยะที่สองจะให้ความสำคัญกับวิชาเอก ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษาสนใจเพื่อจะจบการศึกษาและมีความชำนาญในด้านนั้นๆ
- ประเภทของปริญญาตรี (Bachelor Degree) ได้แก่ ศิลปศาสตร์บัณฑิต (Bachelor of Arts: BA), วิทยาศาสตร์บัณฑิต (Bachelor of Science: BS) และอื่นๆ
- นักศึกษาจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเมื่อเข้าเรียนและสอบผ่านในรายวิชาบังคับนั้นๆ เก็บหน่วยกิตได้ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด
ระดับปริญญาโท
- ระยะเวลา 2 ปี ในสาขาวิชาเฉพาะ
- ปรเภทของปริญญาโทสายวิชาการ ได้แก่ ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (Master of Arts: MA) และวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต (Master of Science: MS)
- ประเภทของปริญญาโทสายอาชีพ ได้แก่ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (Master of Business Administration: MA), ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต (Master of Education: MeD), สังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาบัณฑิต (Master of Social Work: MSW) และอื่นๆ
- นอกเหนือจากคะแนน TOEFL แล้วยังต้องใช้คะแนนสอบ Graduate Record Examination (GRE) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
- สำหรับหลักสูตร MBA จะใช้คะแนนสอบ Graduate Management Admissions Test (GMAT) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
ระดับปริญญาเอก
- ระยะเวลาเรียนอย่างน้อย 3 ปี
- นอกเหนือจากคะแนน TOEFL แล้วยังต้องใช้คะแนนสอบ Graduate Record Examination (GRE) เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณารับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ
- การตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องให้อาจารย์มหาวิทยาลัยตอบรับเรื่องดูแลหัวข้อปริญญานิพนธ์
- การเรียนจะเน้นเป็นการสัมมนา การปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน (Class Participation) การฝึกให้เป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน
- เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิต (PhD)
